แกงชักส้มดอกมะขามอ่อน

ส่วนผสมสำหรับทำแกงชักส้มดอกมะขามอ่อน

พริกแห้งเม็ดใหญ่ ซอย 2 ช้อนโต้ะ
หัวหอมแดง ซอย 2 ช้อนโต้ะ
กระเทียม ซอย 2 ช้อนโต้ะ
ตะไคร้ ซอย 2 ช้อนโต้ะ
ข่า ซอย 1 ช้อนโต้ะ
ปลาช่อน หั่นเป็นท่อน 1 ตัว
ผักบุ้งจีน หั่นเป็นท่อนประมาณ 10 เซ็นติเมตร 1 ถ้วย
ฝักมะขามอ่อน ทุบพอบุบ 2 ผัก
หัวกะทิ 1 ถ้วยตวง
ผิวมะกรูด 1 ช้อนโต้ะ
น้ำมะกรูด 2 ช้อนโต้ะ
ใบมะกรูด ซอยหยาบๆ 2 ใบ
ดอกมะขามอ่อน 1 กำมือ
ปลาอินทรีย์เค็ม 1 ชิ้น
น้ำมะขามเปียก 1 ช้อนโต้ะ
น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต้ะ
น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต้ะ
น้ำปลา 2 ช้อนโต้ะ
เกลือ 1 ช้อนชา
วิธีทำแกงชักส้มดอกมะขามอ่อน

เตรียม พริกแกง โดย โขรก พริกแห้ง ข่า ตะไคร้ หอมแดง ผิวมะกรูด และ กระเทียม ให้ละเอียด จากนั้นพักไว้ก่อน
ล้างปลาช่อน ให้สะอาด จากนั้นนำ เนื้อปลาช่อน ลงไปนึ่ง ประมาณ 15 นาทีให้เนื้อปลาสุก จากนั้นนำไปพักไว้ก่อน
นำ ผักบุ้งจีน ลงไปลวก เมื่อสุกแล้ว นำไปแช่ในน้ำเย็น นำ ผัดบุ้ง แต่ละท่อนมามัดเป็นเหมือนเงื่อน ท่อนละ 1 อัน
นำ ปลาอินทรีย์เค็ม มาทอด จากนั้นแกะเอาเฉพาะเนื้อมาทำอาหาร
ตั้งกระทะให้ร้อนปานกลาง จากนั้นใส่กะทิลงไปต้ม ตามด้วย ฝักมะขามอ่อน และ อินทรีย์เค็มทอด ลงไป พร้อมด้วย พริกแกง ที่เตรียมไว้ เมื่อ พริกแกง สุกมีกลิ่นหอม ใส่ เนื้อปลาช่อน พร้อมด้วยน้ำที่ได้จากการนึ่งปลาช่อนลงไปด้วย
ปรุงรสด้วยการใส่ น้ำปลา น้ำตาลทราย น้ำตาลปี๊บ น้ำมะขามเปียก เกลือ และ น้ำมะกรูด ลงไป ตามด้วย ผักบุ้ง ใบมะกรูด และ ดอกมะขามอ่อน ลงไป เป็นอันเสร็จ สำหรับ แกงชักส้มดอกมะขามอ่อน
เคล็ดลับการทำแกงชักส้มดอกมะขามอ่อน

ใน การลวกผักบุ้ง ให้ใส่เกลือลงไปในน้ำต้มนิดหน่อยให่สีสด จากนั้นให้นำผักบุ้งไปแช่น้ำเย็นหรือน้ำแข็ง ให้ ผักบุ้ง มีความกรอบน่ารับประทาน
คำว่า แกงชักส้ม เคล็ดลับของการชักส้มอยู่ที่ ขั้นตอนแรกที่นำกะทิมาต้มกับฝักมะขามอ่อนให้รสเปรี้ยวถูกชักออกมา
การเตรียมเนื้อปลาช่อน นั้น ให้นำ เนื้อปลาช่อน ไปนึ่ง นึ่งจากจะทำให้เนื้อปลายังคงให้ความหวาน และได้น้ำซุปจากเนื้อปลา เพื่อมา ทำแกง ต่อ การนำปลาลงไปต้มเลย ทำให้เสียรสชาติความหวานของเนื้อปลา
ผิวมะกรูด ในการหั่น ผิวมะกรูด อย่าหั่นนำส่วนเนื้อขาวๆมาด้วย เนื่องจากเนื้อขาวๆส่วนนั้นมีรสขม
ใบมะกรูด ให้ใส่ส่วนของแกนกลางใบลงไปด้วย เนื่องจากส่วนนั้นเป็นส่วนที่ให้ความหอม

แกงกะทิสายบัวปลาทู

ส่วนผสมสำหรับทำแกงกะทิสายบัวปลาทู

ปลาทู 2 ตัว
สายบัวหั่นเป็นชิ้นพอคำ 1 ถ้วย
หางกะทิ 2 ถ้วยตวง
หัวกะทิ 1/2 ถ้วยตวง
กะปิ 1 ช้อนโต้ะ
น้ำมะขามเปียก 2 ช้อนโต้ะ
น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต้ะ
พริกชี้ฟ้าหั่นเฉียง 2 ช้อนโต้ะ
หอมแดงซอย 1 ช้อนโต้ะ
น้ำปลา 1 ช้อนโต้ะ
พริกไทยดำป่น 1 ช้อนโต้ะ
วิธีทำแกงกะทิสายบัวปลาทู

ต้มน้ำให้เดือด จากนั้นปิดไฟ นำปลาทูลงไปแช่ในน้ำเดือด ประมาณ 30 นาที จากนั้นนำปลาทูออกมาพักเอาไว้ก่อน
ตั้งหม้อต้ม ใส่ หางกะทิลงไปต้ม ด้วยไฟอ่อนๆ ใส่ กะปิ น้ำตาลปี๊บ พริกไทยและน้ำมะขามเปี๊ยก เมื่อส่วนผสมละลายแล้วให้ใส่ ปลาทูลงไปต้ม พร้อมด้วยสายบัว
ต้มต่อไปด้วยไฟอ่อนๆ ใส่ พริกชี้ฟ้าสด และ หอมแดงลงไป เมื่อต้มลงไปสักพักหนึ่ง ให้กลับตัวปลาทู
ชิมรสชาติ หากรสไม่กลมกล่อม ให้เติมน้ำปลาลงไป เมื่อรสชาติได้ที่
ให้ปิดไฟ และ ใส่หัวกะทิลงไป แล้วเสริฟใส่จาน
เคล็ดลับการทำแกงกะทิสายบัวปลาทู

ปลาทู ให้เลือกปลาทูสดๆ เป็นปลาทูเข่งตัวใหญ่ จะได้เนื้อเยอะๆ สำหรับการนำปลาทูทาต้มสายบัว เนื้อปลาทูเข่งจะมีรสเค็ม หากนำมาต้มแกงกะทิเลย อาจทำให้เราไม่สามารถควบคุมรสชาติของแกงได้ เนื่องจากความเค็มอาจมากเกินไป ดังนั้น เทคนิคกการเตรียมปลาทูสำหรับ นำมาต้มแกงกะทิสายบัว ให้นำปลาทูแช่น้ำร้อนก่อน สัก 30 นาทีให้ปลาทูคลายความเค็ม
กะทิ สำหรับนำมาทำแกงกะทิ ให้เลือกใช้ น้ำกะทิคั้นสด เนื่องจากความหอมของกะทิสดๆ จะให้รสชาติที่อร่อยมากกว่ากะทิกระป๋อง แต่การทำน้ำกะทิ ต้องทำให้สะอาด โดยการกรองด้วยผ้าขาวบางหลายๆ รอบ อย่าให้มีสิ่งเจือปนในอาหาร
ไฟที่ใช้ในการต้มแกงกะทิ นั้น สำคัญต้องใช้ไฟอ่อนๆ ให้อาหารค่อยๆสุก เนื่องจากสายบัวสุกง่าย หากใช้ไฟแรงบาวบัวก็จะเละเกินไป และ กะทิก็จะแตกมัน ทำให้ไม่น่ารับประทาน
แกงสายบัว หากต้มไปนานๆ แกงกะทิจะออกสีน้ำตาล ไม่น่ารับประทาน ให้ใส่หัวกะทิเพิ่มลงไปตอนเสริฟ จะทำให้แกงกะทิ มีสีขาวสวยมากขึ้นน่ารับประทาน
สายบัว สุกง่าย การต้มสายบัว ไม่ต้องคลนแกงในหม้อมาก อาจทำให้สายบัวเละไม่น่ารับประทาน
เทคนิคการต้มแกงสายบัว การต้มปลาทูไม่ต้องคลนตัวปลาทูมาก เนื่องจากเนื้อปลาสุกและเละง่ายให้วางในหม้อต้ม และ ใช้การพลิกตัวปลาเบาๆ

แกงเห็ดเผาะใส่ผักหวาน

ส่วนผสมสำหรับทำแกงเห็ดเผาะใส่ผักหวาน

  • ผักหวาน 1 กำ
  • เก็ดเผาะ 1 จาน
  • ผักติ้ว 1 จาน
  • ใบย่านาง 1 จาน
  • ข้าวเบือ 2 ช้อนโต้ะ
  • ไข่มดแดง 1 จาน
  • พริกสดบด 1 ช้อนโต้ะ
  • ตะไคร้ 1 ต้น หั่นเป็นท่อนพอคำ
  • หอมแดงบุบ 2 หัว
  • น้ำปลา 2 ช้อนโต้ะ
  • น้ำตาล 1 ช้อนโต้ะ
  • น้ำปลาร้า 1 ช้อนโต้ะ

วิธีทำแกงเห็ดเผาะใส่ผักหวาน

  • เตรียมผักหวานและผักติ้ว โดย เด็ดเอาเฉพาะใบ จากนั้นนำไปล้างให้สะอาด เตรียมนำมาทำแกง
  • เตรียมน้ำแกงใบย่านาง โดยเอาน้ำเปล่ามาคั้นเอาน้ำของใบย่านาง จะได้น้ำสีเขียวๆ จากนั้น กรองด้วยผ้าขาวบางให้สะอาด
  • ตั้งหม้อ ต้มน้ำใบย่านาง ให้เดือด จากนั้นใส่ หอมแดง และ ตะไคร้ ลงไปต้ม ปรุงรสด้วย น้ำปลา น้ำปลาร้า และ น้ำตาล ชิมรสให้ได้ตามใจ
  • ใส่เห็ดเผาะลงไปต้ม เมื่อเห็ดสุก จึงใส่ ผักหวาน ผักติ้ว และ ไข่มดแดงลงไป
  • ขั้นตอนสุดท้ายใส่ข้าวเบือลงไป ต้มให้เหนียว ก็สามารถเสริฟใส่ชาม รับประทานได้

เคล็ดลับการทำแกงเห็ดเผาะใส่ผักหวาน

  1. ผักหวานให้เลือกใช้ผักหวานป่า เนื่องจากผักหวานป่าจะ อร่อย ไม่มีกลิ่นเหม็นเขียวเหมือนผักหวานบ้าน การรับประทานผักหวานป่านั้น ให้ทานให้หมดเลย ไม่ควรเป็นค้างคืน เพราะผักหวานจะเฉา และ ไม่สามารถรับประทานได้
  2. ผักติ้ว ให้เลือกผักติ้วอ่อน โดยการสังเกตุผักติ้วอ่อน คือ ใบจะออกสีแดงน้ำตาล หากใบมีสีเขียวแสดงว่าใบแก่แล้วไม่น่ารับประทาน
  3. เห็ดเผาะ ให้เลือกใช้เห็ดเผาะป่า สีดำ ขนาดพอดี โดย ให้ล้างให้สะอาด เพราะ คราบดินที่เห็ดมีมาก เมื่อได้มาแล้ว ล้างให้สะอาก จากนั้นนำมาต้มก่อน จึงนำมาทำอาหาร
  4. ไข่มดแดง ไม่ควรเก็บไข่มดแดงค้างคืน เมื่อได้ไข่มดแดงมาแล้ว ให้นำมาทำอาหารเลย จะได้รสชาติที่อร่อยกว่า โดยให้ล้างน้ำให้สะอาดก่อนนำมารับประทาน
  5. ข้าวเบือ คือ การนำเอาข้าวสารข้าวเหนียว มาแช่น้ำก่อน 1 คืน และนำมาบดเอาแป้งจากข้าวเหนียว นำมาใส่แกง จะช่วยให้แกงมีความเหนียว และ เพิ่มความมันให้กับแกงทำให้น่ารับประทานมากขึ้น
  6. น้ำใบย่านาง เมื่อคั้นได้น้ำแล้ว อย่าลืมกรองเอาเศษสกปรกออก อย่าให้เจือปนสิ่งสกปรก
  7. สำหรับคนที่ชอบหน่อไม้ สามารถใส่หน่อไม้ลงไปด้วยได้ โดบให้เลือกใช้หน่อไม้อ่อน และ ต้มให้นุ่มก่อนนำมาใส่แกง

ต้มแซบปลาคัง

ส่วนผสมสำหรับทำต้มแซบปลาคัง

เนื้อปลาคัง หั่นเป็นชิ้น 1 ตัว
น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต้ะ
กระเทียมดอง 2 หัว
น้ำกระเทียมดอง 2 หัว
กระเทียมสด 2 ช้อนโต้ะ
พริกสด 2 ช้อนโต้ะ
รากผักชี 1 ช้อนโต้ะ
น้ำซุปหมู 2 ถ้วยตวง
ผักชีซอย 1 ช้อนโต้ะ
น้ำมะนาว 4 ช้อนโต้ะ
เกลือ 1 ช้อนชา
น้ำปลา 4 ช้อนโต้ะ
พริกป่น 1 ช้อนโต้ะ
ใบกระเพรา 2 ช้อนโต้ะ
วิธีทำต้มแซ่บปลาคัง

นำ กระเทียมดอง กระเทียมสด พริกสด รากผักชี มาโขรกหยาบๆ จากนั้นพักไว้ก่อน
ต้มน้ำซุปให้เดือด จากนั้นใส่ส่วนผสมที่โขรกลงไป ปรุงรสด้วย น้ำตาล น้ำปลา น้ำกระเทียมดอง เกลือ และ พริกป่น จากนั้นชิมรสชาติ ให้ให้เค็มหวาน
ใส่ เนื้อปลา ลงไปต้ม จากนั้นใส่ ใบกระเพรา และ ผักชีฝรั่ง ลงไป ปิดไฟและใส่ น้ำมะนาว ลงไปขั้นตอนสุดท้าย
สามารถเสริฟรับประทานได้ เมื่อ เนื้อปลาสุก
เคล็ดลับการทำ ต้มแซบปลาคัง

ปลาคัง เลือก ปลาสด ที่มีขนาด 4-5 กิโลกรัม
ล้างปลาให้สะอาด ด้วยน้ำเกลือ และ ล้างให้ไม่เหลือเมือกลื่นๆ เนื่องจากส่วนนั้นเป็นส่วนที่คาว
กระเทียมดอง เลือก กระเทียมดอง หัวใหญ่ๆ และขาวๆ
การใส่เนื้อปลาให้ใส่เนื้อปลาตอนน้ำเดือด และ ไม่ต้องคลนหม้อ เนื่องจาก เนื้อปลาจะเละ
ใส่ น้ำมะนาว ขั้นตอนสุดท้าย หลังจากปิดไป และให้คัดเอาแต่น้ำไม่ให้มีเม็ดของผลมะนาว เนื่องจาก ความร้อนจะทำให้ น้ำมะนาวเสียรสเปรี้ยวเป็นขม และ เม็ดมะนาว เมื่อนำมาต้มจะ ขมมาก

ปลาทูต้มขมิ้น

ส่วนผสมสำหรับทำปลาทูต้มขมิ้น

ปลาทู 2 ต้ว
ข่าอ่อนซอยบางๆ 2 ช้อนโต้ะ
ข่าแก่ หั้นเป็นท่อนพอดีคำ 2 ท่อน
ตะไคร้ หั่นเป็นท่อน 3 ท่อน
หอมแดง 3 หัว
ผักชีฝรั่งซอย 2 ช้อนโต้ะ
เนื้อขมิ้นบด 2 ช้อนโต้ะ
น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต้ะ
น้ำปลา 2 ช้อนโต้ะ
น้ำมะขามเปียก 1 ช้อนโต้ะ
น้ำมะนาว 1 ช้อนโต้ะ
พริกแห้ง 2 ช้อนโต้ะ
น้ำเปล่า 3 ถ้วย
วิธีทำปลาทูต้มขมิ้น

เตรียมปลาทูสำหรับนำมาต้ม โดย ให้ผ่าคลีบหลังและคลีบท้องออก นำไปต้มในน้ำเดือดประมาณ 3 นาที ให้ปลาทูคลายความเค็มก่อน จากนั้นนำมาพักไว้สำหรับนำมาต้ม
เตรียมเครื่อง โดย พริกแห้งให้นมาคั้วให้หอม ส่วน ข่า ตะไตร้ และหอมแดง ให้บุบ จากนั้น
ต้มน้ำให้เดือด จากนั้น ใส่ ข่า ตะไคร้ หอมแดง และ ใบมะกรูดลงไปต้มให้หอม จากนั้นใส่ ปลาทูลงไปต้ม
ปรุงรสด้วย ขมิ้น น้ำปลา น้ำมะขามเปียก และ น้ำตาลปี๊บ
ใส่ผักชีฝรั่งและพริกคั่วลงไป ต้มต่อให้เนื้อปลาทูนุ่ม ชิ้มรสชาติจนพอใจ จากนั้นปิดไฟ ใส่น้ำมะนาวลงไป
เสริฟใส่จาน พร้อมรับประทาน
เคล็ดลับการทำปลาทูต้มขมิ้น

ปลาทู ให้เลือกปลาทูนึ่งสดๆ โดยให้สังเกตุเนื้อปลาทูยังแน่นอยู่ไม่มีเมือกและไขติดเนื้อปลาทู
การเตรียมปลาทู ให้ผ่าครีบหลัง และ ครีบท้องออก เพราะเป๋นส่วนที่มีก้างมาก เวลากินก้างจะติดคอ จากนั้น นำปลาทูแช่น้ำร้อน หรือนำไปต้มก่อน ให้ความเค็มของปลาทูคลายความเค็ม เนื่องจากปลาทูมีความเค็ม เวลานำมาทำอาหารอาจทำให้อาหารมีรสเค็มเกินไป
ใบมะกรูดให้ฉีกใบและเอาส่วนของแกนใบออก เพราะแกนใบทำให้อาหารมีรสขม
น้ำมะนาวให้ใส่ขั้นตอนสุดท้ายหลังจากปิดไป เนื่องจากหากนำน้ำมะนาวลงไปต้มขณะน้ำเดือดๆ น้ำมะนาวจะทำให้อาหารมีรสขม
ข่าและตะไคร้ เราสามารถใช้ข่าและตะไคร้อ่อน โดยซอยบางๆใส่เพิ่มเข้าไปได้ เนื่องจาก ข่าและตะไตร้แผ่นบางๆ เวลาทานกับ น้ำแกงขมิ้นและเนื้อปลาทูให้รสชาติอร่อยเพิ่มขึ้น
น้ำตาลสำหรับเมนูนี้ แนะนำให้ใช้ น้ำตาลปี๊บ เนื่องจากน้ำตาลปี๊บ มีความหวานหอม เหมาะสำหรับทำแกงขมิ้น
ขมื้น ให้ปลอกเปลือก และ ซอยบางๆ จากนั้น โขรกให้ละเอียด ก่อนนำไปผสมกับน้ำแกง
พริกแห้งให้นำไปคั่วก่อน ให้มีกลิ่นหอม ความหอมของพริกคั่วจะทำให้เพิ่มความอร่อยของอาหาร

ต้มเค็มฟักหมูสามชั้น

ส่วนผสมสำหรับทำต้มเค็มฟักหมูสามชั้น

ฟักเขียว หั่นเป็นชิ้นพอคำ 1 จาน
หมูสามชั้น หั่นเป็นชิ้นพอคำ 1 จาน
กะปิ 1 ช้อนชา
น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนโต้ะ
ซอสถั่วเหลือง 3 ช้อนโต้ะ
ซอสหอยนางรม 1 ช้อนโต้ะ
รากผักชี พริกไทย โขรก 1 ช้อนโต้ะ
หอมแดงบุบ 3 หัว
น้ำมันพืช 1 ช้อนโต้ะ
น้ำเปล่า 2 ลิตร
วิธีทำต้มเค็มฟักหมูสามชั้น

ตั้งหม้อต้ม ใส่น้ำมันลงไป จากนั้นใส่ รากผักชี และ พริกไทย โขรก ลงไปผัด ให้มีกลิ่นหอม
จากนั้น ใส่น้ำตาลปี๊บลงไปผัด ผัดให้น้ำตาลปี๊บเป็นสีน้ำตาล ขั้นตอนนี้ ต้องดูให้ดีอย่าให้น้ำตาลไหมเกินไป เนื่องจากจะทำให้เกิดรสขม
จากนั้นใส่หมูสามชั้นลงไปผัด ใส่กะปิ ลงไป เติมน้ำเปล่านิดหน่อย เพื่อไม่ให้น้ำตาลแห้งไป ผัดให้หูมสามชั้นสุก
ปรุงรสด้วย ซอสถั่วเหลือง ซอสน้ำมันหอย ผัดให้เครื่องปรุงเข้ากัน
ใส่หอมแดงลงไปผัดด้วย
เติมน้ำลงไปในหม้อต้ม เคี้ยวให้หมูสามชั้นนุ่ม เมื่อหมูสามชั้นนุ่มได้ที่ ให้ใส่ ฟักเขียวลงไปต้ม
ต้มจนฟักเขียวเริ่มใส ก็สามารถเสริฟ รับประทานได้
เคล็ดลับการทำต้มเค็มฟักหมูสามชั้น

การเลือกฟัก ให้เลือกใช้ฟักแก่ จะได้มีเนื้อฟักเยอะๆ ให้ปลอกเปลือก และ ตัดส่วนเม็ดออก การเลือกซื้อฟักนั้น ให้เลือกฟักที่ผิวเขียว เรียบ แข็ง คั่วของฟักยังเขียวอยู่
หมูสามชั้น ให้เลือกหมูสามชั้นที่ สด ใหม่ ให้สัดส่วนของ มันหมู 3 ส่วน และ เนื้อหมู 7 ส่วน เทคนิคการเลือก เนื้อหมูสามชั้นที่สด นั้น ให้ดูที่สีของเนื้อแดง และ มันหมูขาว ไม่มีสีเหลือง หรือ สีเขียวปน เวบาดมดูไม่มีกลิ่นเน่า
การผัด รากผักชี และ กระเทียม จะช่วยให้ความหอมของรากผักชีและพริกไทยหอมขึ้นมา
กะปิ ให้เลือกใช้กะปิอย่างดี แต่สำหรับเมนูนี้ไม่ต้องใส่กะปิมาก เพราะมีเครื่องปรุงหลายอย่างที่มีรสเค็ม
หอมแดง ให้บุบเพื่อไม่ให้เนื้อหอมแดงและ เนื่องจากหอมแดงสำหรับเมนูนี้ จะช่วยลงกลิ่นของกะปิ และ ทำให้น้ำซุปมีความหวานกลมกล่อมมากขึ้น
ขั้นตอนแรกในการเคี้ยวน้ำตาลนั้น ต้องการให้ได้สีดำของน้ำซุป แบบธรรมชาติ แต่การเคี้ยวน้ำตาล หากเคี้ยวนานเกินไป น้ำตาลจะไหม้ และให้รสขม ทำให้อาหารเสียรสชาติ แต่ถ้าเคี้ยวน้อยเกินไป จะได้สีน้ำตาล ทำให้น้ำแกงไม่น่ารับประทาน หลายคนแก้ปัญหาด้วยการใช้ ซอสดำ เติมลงไป เพื่อให้สีออกดำน่ารับประทาน แต่ซอสดำมีรสหวานที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ซึ่งจะกลบความหวานของน้ำตาลปี๊บลงไป การใช้เทคนิคการเคี้ยวน้ำตาลให้ดำให้รสชาติที่ดีที่สุด
การต้มฟักกับหมูสามชั้นให้สุกพอดี นั้น เทคนิค คือ ให้ต้มหมูสามชั้นให้สุกได้ที่ก่อน ไม่ต้องให้หมูเละมาก และจึงใส่ฟักลงไปต้มตาม เมื่อฟักสุกได้ที่จึงจะทำให้หมูและฟักสุกพอดี

ดอกขจรผัดไข่กุ้งสด

ส่วนผสมสำหรับทำดอกขจรผัดไข่กุ้งสด

กุ้งขาวขนาดใหญ่ 5-6 ตัว
ดอกขจร 1 จาน
วุ้นเส้นขนาดความยาวพอดี 1 จาน
ไข่ไก่ 2 ฟอง
กุ้งแห้ง 1 จาน
เห็ดหูหนูแห้งแช่น้ำซอย 1 จาน
ซอสถั่วเหลือง 1 ช้อนโต้ะ
ซอสน้ำมันหอย 1 ช้อนโต้ะ
น้ำตาล 1 ช้อนชา
น้ำมันพืช สำหรับผัด
วิธีทำดอกขจรผัดไข่กุ้งสด

ต้มน้ำเดือด จากนั้น นำดอกขจรไปลวกไม่ต้องลวกนาน จากนั้นนำไปแช่น้ำเย็น เพื่อรักษาความสดของดอกขจร
นำเนื้อกุ้งล้างให้สะอาด ตัดหัว แกะเปลือก และ ผ่าเส้นที่หลังออก จากนั้นนำไปลวกให้พอสุก ให้เปลี่ยนน้ำ เนื่องจากจะทำให้กุ้งมีกลิ่นของอาหารอื่น
นำกุ้งแห้งไปลวกในน้ำร้อน ให้กุ้งนุ่มและ คลายความเค็ม จากนั้นพักเอาก่อน
นำวุ้นเส้นไปแช่น้ำให้เส้นมีความชื้น จากนั้น นำมาพักเอาไว้ก่อน เพื่อเตรียมนำไปผัด
ตั้งกระทะน้ำมันให้ร้อน จากนั้นตอกไข่ลงไปผัด ตามด้วยวุ้นเส้น
ใส่ดอกขจร เห็ดหูหนู กุ้งแห้ง และ กุ้งลวกลงไปผัด
ปรุงรสด้วย น้ำตาล ซอสน้ำมันหอย และ ซอสถั่วเหลือง
ผัดให้เส้นสุก ก็นำขึ้นมาเสริฟใส่จาน พร้อมสำหรับรับประทาน
เคล็ดลับการทำดอกขจรผัดไข่กุ้งสด

วุ้นเส้น ให้เลือกใช้วุ้นเส้นอย่างดี นำมาแช่น้ำให้อิ่มน้ำก่อน หั่นให้เส้นไม่ยาวเกินไป เวลานำมาผัด จะทำให้เส้นเหนียวนุ่ม
กุ้ง ให้เลือกกุ้งขาว ตัวใหญ่ ขนาด 20 ตัวต่อกิโลกรัม ล้างให้สะอาด แกะเปลือก ตัดหัว ผ่าเส้นที่หลังออก ที่สำคัญต้องเลือกกุ้งที่สดใหม่ โดยการเลือกกุ้งให้เลือกกุ้งที่มีสีที่สมบูรณ์ เนื้อกุ้งแน่น เปลือกไม่ลอกจากเนื้อ ไม่มีกลิ่นเน่า
การผัดเนื้อกุ้ง ให้นำกุ้งไปลวกก่อน โดยไม่ควรลวกให้เนื้อกุ้งสุกเกินไป เนื่องจากกุ้งที่สุกเกินไป จะทำให้เนื้อกุ้งแข็งไม่น่ารับประทาน
เห็ดหูหนู ให้เลือกใช้เห็ดหูหนูแห้ง นำมาแช่น้ำก่อน จากนั้นซอยเป็นชิ้นพอคำ การเลือกใช้เห็ดหนูหนูแห้ง เพราะ จะไม่อมน้ำมาก เวลานำมาผัด จะยังรักษาความกรอบของเห็ดหูหนู
ดอกขจร ให้แกะดอกออกจากก้านดอก นำดอกขจรไปลวกให้นุ่น และ น่ารับประทาน โดยการลวกดอกขจรให้ลวกในน้ำเดือดและแช่ในน้ำเย็น ให้รักษาความสด โดยการเลือกดอกขจรให้เลือกดอกที่พึ่งปริดอก ไม่เอาดอกที่ตูมหรือบาน
กุ้งแห้ง ให้นำไปลวกก่อน การนำกุ้งแห้งไปลวกก่อน จะช่วยลดความเค็มของกุ้งแห้ง และ ทำให้กุ้งแห้งนุ่มมากขึ้น กินง่ายขึ้น

ผักบุ้งผัดกะปิกุ้งสด

ส่วนผสมสำหรับทำผักบุ้งผัดกะปิกุ้งสด

กุ้งสด 5-6 ตัว
ผักบุ้งไทย 1 จาน
หอมแดงบด 2 ช้อนโต้ะ
กะปิ 2 ช้อนชา
กระเทียมบด 2 ช้อนโต้ะ
น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนชา
น้ำปลา 1 ช้อนชา
พริกชี้ฟ้าซอยเฉียงๆ 1 ช้อนชา
น้ำมันพืชสำหรับผัด 2 ช้อนโต้ะ
วิธีทำผักบุ้งผัดกะปิกุ้งสด

เตรียมเนื้อกุ้ง โดยการแกะเปลือก ผ่าเส้นที่หลังออก ตัดหัว จากนั้นพักเอาไว้ก่อน
เตรียมผักบุ้ง โดยใช้ส่วนก้านของผักบุ้ง นำมาซอยเป็นเส้นๆ ขนาดพอดีคำ จากนั้นนำมาลวกให้น้ำเดือด ประมาณ 1 นาที จากนั้นนำมาแช่น้ำเย็น ให้ผักบุ้งคงความสด
เตรียมกะปิ โดยน้ำกะปิมาโขรกกับหอมแดงให้ส่วนผสมเข้ากัน จากนั้นนำมาพักเอาไว้ก่อน
เริ่มจากตั้งกระทะน้ำมันให้ร้อน จากนั้นนำกระเทียมลงไปเจียวให้เหลือง เมื่อกระเทียมเหลืองให้ใส่กุ้งลงไปผัด
ตามด้วยกะปิที่เตรียมไว้ ผัดให้กุ้งและกะปิหอม ขั้นตอนนี้ต้องผัดให้กะปิหอมเลย ไม่เช่นนั้นกะปิจะคาว
จากนั้นใส่น้ำตาลปี๊บลงไปผัด เมื่อน้ำตาลละลาย ให้ใส่เส้นผักบุ้งที่ลวกไว้ลงไปผัด
ปรุงรสด้วยน้ำปลา ผัดให้เส่วนผสมเข้ากัน ก็สามารถเสริฟใส่จาน โรยหน้าด้วยพริกซอย ก็สามารถรับประทานได้
เคล็ดลับการทำผักบุ้งผัดกะปิกุ้งสด

กะปิ ให้เลือกใช้กะปิอย่างดี เนื่องจากกะปิอย่างดีทำจากเคยชั้นดี รสชาติอร่อยน่ารับประทาน
กุ้ง ใช้ กุ้งแชบ๋วย สดๆ ตัวใหญ่ๆ โดยวิธีการเลือกกุ้ง ให้ดูลักษณะของกุ้งที่สมบูรณ์ เปลือกไม่ออกจากตัวกุ้ง เนื้อแน่น ไม่มีกลิ่นเหม็นเน่า
การผัดเนื้อกุ้ง ให้อร่อยนั้น ไม่ห้ผัดเนื้อกุ้งนานเกินไป เนื่องจาก เนื้อกุ้งที่สุกเกินไป จะทำให้เนื้อกุ้งแข็งไม่น่ารับประทาน
ผักบุ้ง ให้ใช้ผักบุ้งไทย ที่เป็นผักบุ้งน้ำ ปล้องโตๆ โดยให้หั่นเป็นเส้น นำผักบุ้งไปลวกให้ ผักบุ้งคลายกลิ่นเหม็นเขียว และ ยางของผักบุ้งออก โดยเมื่อลวกแล้ว ให้นำมาแช่น้ำเย็น เพื่อให้ผักบุ้งยังคงความเขียวสดน่ารับประทาน
การผัดกะปิ นั้นต้องผัดให้กะปิส่งกลิ่นหอม จึงจะทำให้รสชาติของกะปิไม่คาว
ความร้อนที่ใช้ในการผัด ให้ใช้ไฟปานกลาง ไม่แรงหรืออ่อนเกินไป
ขั้นตอนแรกให้เจียวกระเทียมก่อน ความหอมของกระเทียมที่ติดไปกับน้ำมัน จะทำให้ผัดมีความหอมน่ารับประทาน
การปรุงรสด้วยน้ำปลา นั้นให้ชิมรสชาติก่อน หากความเค็มได้ที่ก็ไม่ต้องใส่น้ำปลาเพิ่ม
น้ำตาล ให้เลือกใช้น้ำตาลปี๊บ ความหอมและหวานของน้ำตาลปี๊บ จะทำให้อาหารมีความกลมกล่อม

ข้าวผัดน้ำพริกเผา

ส่วนผสมสำหรับทำข้าวผัดน้ำพริกเผา

ข้าวหุงสุก 1 ถ้วย
กระเทียมบด 1 ช้อนชา
กุ้งสด ปลอกเปลือกผ่าหลัง 4-5 ตัว
พริกขี้หนูสวนบุบ 1 ช้อนโต้ะ
น้ำพริกเผา 2 ช้อนโต้ะ
น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต้ะ
ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต้ะ
หอมแดงซอย 1 ช้อนชา
ผักชีสำหรับโรยหน้า
แตงกาวสำหรับจัดหน้า
พริกน้ำปลา สำหรับทานคู่กับ ข้าวผัด
น้ำมันพืช 2 ช้อนโต้ะ
วิธีทำข้าวผัดน้ำพริกเผา

เริ่มการทำข้าวผัดโดยการนำข้าวหุงสุกไปทำให้เย็นก่อน โดยแช่เย็นไว้สัก 1 ชั่วโมง จากนั้น นำข้าวสวยมาคุลกกับน้ำพริกเผา คลุกเคล้าให้ทั่ว ขั้นตอนนี้ ทำเบาๆ อย่าให้ข้าวเละ
จากนั้นตั้งกระทะน้ำมันให้ร้อน จากนั้น ผัด กุ้ง กระเทียม และ หอมแดง ให้มีกลิ่นหอมและ หอมแดงเริ่มเหลือง ก็นำข้าวคลุกน้ำพริกเผาลงไปผัด การผัดข้าวไม่ต้องขยี้ข้าว ให้คลุกไปคลุกมาก็พอ เวลาข้าวโดนความร้อนจะแตกตัวออกมาเอง
จากนั้น ใส่ พริกขี้หนูสวน ลงไปผัด และ ปรุงรสด้วย น้ำตาล ซอสหอยนางรม ซอสปรุงรส ผัดให้ส่วนผสมและเครื่องปรุงเข้ากัน
เสริฟข้าวผัดใส่จาน จัดหน้าจานด้วย ผักชี และ แตงกวา ทานคู่กับ พริกน้ำปลา
เคล็ดลับการทำข้าวผัดน้ำพริกเผา

ข้าวสำหรับใช้ในการทำข้าวผัด แนะนำให้ใช้ข้าวหอมมะลิเก่า เนื่องจากเม็ดข้าวจะแข็งและเป็นเม็ดสวย ซึ่งข้าวสำหรับนำมาทำข้าวผัด เมื่อหุงข้าวเสร็จให้ผึ่งข้าวให้เย็นก่อน หรือ นำไปแช่ตู้เย็นก่อน เหตุผลที่ไม่ควรนำข้าวหุงสุกใหม่ๆ มาผัดข้าวผัด เพราะ ข้าวยังมีความชื้นสูง เมื่อนำมาผัด ข้าวโดนความร้อน ข้าวจะเละ ไม่น่ารับประทาน
เทคนิคการผัดข้าว ไม่ให้ขยี้ข้าวให้แตก ให้ใช้วิธีการผัดไปเรื่อยๆ ข้าวที่เกาะติดกัน เวลาโดนความร้อน ข้าวจะแตกตัวออกมาเอง การทำอย่างนี้ จะทำให้ข้าวเม็ดสวยน่ารับประทาน
น้ำพริกเผา จะมีรสมันและหวาน การปรุงรส ให้ได้รสชาติพอดี และ กลมกล่อม ไม่ควรใส่น้ำตาลมาก ค่อยๆใส่น้ำตาลทีละนิด หากความหวานไม่พอค่อยเพิ่ม การปรุงอาหารหากหนักหวานจะแก้ไขลำบาก
ข้าวที่ใช้ในการผัดนั้น หากแช่เย็นนานเกินข้าวจะแห้ง เวลานำมาผัดหากข้าวยังแข็งอยู่ วิธีการแก้ปัญหาข้าวแข็งให้เติมน้ำลงไปเล็ดน้อย และผัดอีกสักหน่อยให้น้ำแห้ง ความชื้นจะช่วยให้ข้าวนุ่มขึ้น
กุ้ง ต้องเลือกใช้กุ้งที่สดๆ ล้างให้สะอาด การสังเกตุกุ้งที่สดให้ดูความสมบูรณ์ของตัวกุ้ง เปลือกกุ้งไม่หลุด หัวกุ้งไม่หลุด และ การผัดกุ้งนั้น เนื้อกุ้งสุกง่าย หากผัดกุ้งสุกเกินไป เนื้อกุ้งจะแข็งไม่น่ารับประทาน ดังนั้นให้ผัดให้สุกพอดี จึงจะได้กุ้งที่อร่อย

หอยเชลล์ย่างซอสมิโซะ

ส่วนผสมสำหรับทำหอยเชลล์ย่างซอสมิโซะ

หอยเชลล์ 8 ตัว พร้อมฝา
ต้นหอม ซอย 8 ช้อนชา
มะนาว หั่นเป็นซีก 8 ชิ้น
สาเก 8 ช้อนชา
ส่วนผสมสำหรับทำซอสมิโซะ

มิโซ 1 ถ้วย
น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ
ขิงบด 2 ช้อนโต๊ะ
พริกสดซอย 2 ช้อนโต้ะ
เนยสด 3 ช้อนโต๊ะ
ขั้นตอนการทำหอยเชลล์ย่างซอสมิโซะ

ขั้นตอนแรก ให้ทำน้ำซอสสำหรับย่างหอยก่อน เรียกว่า ซอสมิโซะยำ โดยส่วนผสมประกอบด้วย ซอสมิโซ น้ำตาล ขิงบด พริกบด สาเก และ เนยจืด ผสมให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากัน ซอสนี้จะนำไปราดที่หอย เวลานำไปย่าง
เตรียมเตาย่าง สำหรับย่าง ไฟปานกลาง อย่าให้ไฟแรงเกินไป วางหอยเชลล์ บนตะแกรงย่าง เอาฝาหอยออกหนึ่งด้าน ราดซอสมิโซะ 1 ช้อนชา โรยต้นหอมซอยเล็กน้อย นำหอยลงไปย่างไฟอ่อนๆ รอจนหอยสุก
สังเกตุว่าหอยสุกจึงค่อนนำขึ้นมารับประทาน หากน้ำซอสแห้ง สามารถเติมซอสเพิ่มได้ นำ มะนาวผ่าซีก ตกแต่งอาหารให้สวย สำหรับการรับประทาน
เคล็ดลับการทำหอยเชลล์ย่างมิโซะ

หอยเชลล์ ต้องเลือกหอยเชลล์ตัวใหญ่ๆ สดๆ การเลือกหอย ให้สังเกตุสภาพของเปลือกหอยมีความสมบูรณ์ และ เนื้อหอบแน่นตึ่ง และ ไม่มีกลิ่นเหม็นเน่า
ล้างหอยให้สะอาด นำฟองน้ำถูที่เปลือกหอยให้สะอาด หอยหากไม่สะอาด จะไม่น่ารับประทาน เนื่องจากการกินเมนูหอยเชลล์ย่าง จะต้องเสริฟพร้อมเปลือกหอย
ไฟสำหรับย่างหอย นั้น ต้องไมแรงเกินไป ใช้ไฟปานกลาง ค่อยๆให้หอยสุก และคลายความร้อนทีละน้อยจะทำให้เนื้อหอยไม่แข็ง และ หยาบกระด้าง
หอยเชลล์สามารถกินแบบสดๆได้ แต่ สำหรับเมนูนี้ ต้องการให้หอยมีความอุ่น เวลากินจะได้รสชาติของหอยกับความมัน ของซอส แบบอร่อยๆ หอมๆ
สามารถกินคู่กับน้ำจิ้มรสเด็ดได้ น้ำจิ้มที่เหมาะสำหรับการกินเมนูหอย คือ น้ำจิ้มซีฟู๊ด